• ธาดาคลินิกเวชกรรม

ผิวแห้ง


ผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำหรือความชุ่มชื้นในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าลดลง

อาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดผิวแห้ง ได้แก่ เพศ อายุ โรคผิวหนัง พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น

การอาบน้ำร้อน อากาศที่แห้งและเย็น เป็นต้น ซึ่งหากเกิดผิวแห้งมากอาจก่อให้เกิดการอาการแสบคัน และการอักเสบของผิวเนื่องจากการเกาได้


วิธีสังเกตและทดสอบผิวแห้ง

การทดสอบผิวแห้งนั้นเราสามารถทดสอบเองได้โดยลองใช้นิ้วชี้ลูบไล้บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของ ร่างกาย โดยวิธีดูความหนืดของผิว ซึ่งผิวแห้ง จะมีความหนืดสูงเมื่อลูบไล้บนผิวแล้วมีรอยสะเก็ดสีขาว เมื่อสังเกต จะมองเห็นร่องของผิวชัดเจน อาจมีอาการแดงลอกเป็นขุย แตกลาย โดยมักพบบริเวณ แขน ขา และมือ

  1. สารเคลือบผิว (Emollient) เป็นน้ำมันต่างๆ จุดประสงค์เพื่อกักน้ำไม่ให้ระเหยออกจากผิว หรือเพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แห้งกร้าน

  2. สารเพิ่มความชุ่มชื้น มีหลายชนิดเช่น กรดโพลีกลูตามิก (polyglutamic) ยูเรีย (Urea) กลีเซอรีน (Glycerine) โซเดียมพีซีเอ (Sodium PCA) กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid)

โดยทั่วไปผิวจะมีน้ำมีนวลจากธรรมชาติสูงสุดเมื่อมีอายุ 18 ปี ซึ่งสารน้ำนวลธรรมชาติประกอบด้วย สารยูเรีย (Urea) กรดน้ำนม (Lactic Acid) โซเดียมพีซีเอ (Sodium PCA) กลุ่มกรดอะมิโน เช่น

สารอาร์จินิน (Arginine) อัลลานิน (Alanine) ฯลฯ และมีกลุ่มสารควบคุมความเป็นกรดของผิว

(Acid mantle) ให้มี pH 5 เมื่ออายุมากขึ้น สารน้ำนวลธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง น้ำมันที่ใบหน้ามีค่าความเป็นกรดด่าง pH 6 จึงเป็นต้องหาสารทดแทน โดยเฉพาะโซเดียมพีซีเอ (Sodium PCA)

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) กรดน้ำนม (Lactic Acid) เพื่อควบคุมความเป็นกรดที่สมดุล


ฉะนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารน้ำนวลธรรมชาติสำหรับผิวหน้าที่มีค่าความเป็นกรด pH 4 เพื่อปรับ pH เป็น 5 ซึ่งเท่ากับ pH ของผิวปกติ และต้องมีส่วนผสมของสารปกป้องผิวสำหรับผิวหน้า และกาย ซึ่งประกอบด้วย สารกรดไขมัน เซราไมด์ 3 (Ceramide 3) และไขมัน เช่น

กลุ่มฟอสโฟไลปิดส์ (Phospholipids) คอลเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งมักเสื่อมสลายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้